| วันนี้วันวาเลนไทน์ วันแห่งความรัก...แต่สำหรับเรามีแต่นั่งรอคำพูดของคุณหมอ....ว่าอาการของคุณพ่อจะดีขึ้นหรือไม่ จริงๆ เราก็เตรียมทำใจไว้ตั้งแต่ตอนท้องข้าวปุ้นแล้วว่าคุณพ่ออาจจะอยู่ได้อีกไม่นาน....แต่ความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่เราลืมและทำให้เราเสียใจจนทุกวันนี้ก็คือ ข้าวปุ้นยังไม่เคยถ่ายรูปกับคุณตาสักครั้ง !! ด้วยเพราะเวลาเราไปหาคุณพ่อทีไรคุณพ่อก็ไม่ค่อยกล้าอุ้มเจ้าตัวเล็ก เพราะตั้งแต่สมัยเราเด็กๆ เขาก็ไม่ค่อยกล้าอุ้ม และยิ่งไม่ค่อยแข็งแรงหลังจากหายป่วยคุณตาก็เลยไม่กล้าอุ้ม พอพาไปหาคุณตาก็ไม่เคยได้เอากล้องไปเสียอีก ตอนนี้คุณตานอนอยู่ห้องไอซียูมาสองวันแล้ว....ตอนแรกเข้าใจว่าน้ำท่วมปอดรอบสองเลยเอาลงมาห้องไอซียูสังเกตอาการ...คุณหมอที่รักษาปอดตัดสินใจว่าจะเจาะปอดอีกครั้งหลังจากดูฟิล์ม แต่พอเจาะปอดไปแล้วกลับไม่มีน้ำออกมาเลย...แสดงว่าปอดไม่ได้ชื้นอีกรอบ แต่ฟิล์มเอกซเรย์พบว่ามีจุดขาวๆ ในปอด คุณหมอเลยบอกว่าน่าจะเพราะว่าปอดอักเสบ...คุณพ่อมีปัญหาเรื่องปอดอักเสบมานานอยู่แล้วตั้งแต่ให้ยา...เนื่องจากอ่อนแอจากการให้คีโม ทำให้ร่างกายเกิดภาวะโรคแทรกซ้อน ทั้งๆ ที่ตอนออกจากห้องไอซียูรอบแรกคุณพ่อดูดีขึ้นมาก พูดเล่นได้ หัวเราะได้ แต่ผ่านไปอีกแค่วันเดียวคุณพ่อก็ต้องมานอนแบ่บอยู่ในห้องไอซียู มีหน้ากากให้ออกซิเจนอยู่บนหน้า..จะพูดอะไรนิดหน่อยก็เหนื่อยหอบ... เราพยายามจะไปเยี่ยมคุณพ่อให้บ่อยที่สุด เพราะตอนแรกทุกคนไม่ได้คิดว่าคุณพ่อจะอาการหนักถึงขนาดนี้..คุณแม่กับน้องสาวที่อยู่บ้านเดียวกันเครียดมาก...แม่เลยตัดสินใจขอไปพักผ่อนที่ต่างประเทศประมาณห้าวัน (ไปดูงานด้วย) ช่วงนี้เราก็เลยรับศึกหนักคนเดียว...กลัวว่าคุณพ่อจะเป็นอะไรไปเสียก่อน (ทีแรกทั้งแม่และน้องเข้าใจว่าคุณพ่อจะได้ออกจากโรงพยาบาลประมาณช่วงเดียวกับที่จะกลับมาคะ) ส่วนเรื่องเยี่ยมเราก็ไม่อยากพาข้าวปุ้นไปโรงพยาบาลบ่อยนัก เพราะเด็กเขาก็ไม่ให้เข้าห้องไอซียู และอีกอย่างโรงพยาบาลเชื้อโรคเยอะ เราก็ไม่อยากพาเด็กเจ็ดแปดเดือนไปบ่อยๆ ที่ต้องพาข้าวปุ้นไปด้วยทุกครั้งก็เพราะว่าไม่มีใครดูแล เราเลี้ยงน้องข้าวปุ้นคนเดียว มีแม่บ้านช่วยเลี้ยงเป็นบางช่วง ส่วนสามีก็ไปทำงานกลับมาก็ค่อนข้างเย็นแล้ว วันนี้เราไปเยี่ยมคุณพ่ออีกครั้งโดยฝากข้าวปุ้นไว้กับแม่บ้าน แต่ก็พยายามจะกลับมาให้เร็วที่สุดเพราะเป็นห่วงลูก...เนื่องจากเมื่อคืนที่ผ่านมา พยาบาลได้โทรเข้ามาแจ้งว่าคุณพ่ออาการไม่ดี ความดันลดต่ำมาก และออกซิเจนในเลือดลดต่ำ ต้องให้ยากระตุ้น และให้ออกซิเจนผ่านทางสายยางที่สอดเข้าไปในปากถึงหลอดลมเลย คนไข้จะได้ไม่เหนื่อย แต่คนไข้จะเจ็บคอและก็ให้อาหารทางปากไม่ได้ พูดไม่ได้ วันนี้เราไปเยี่ยมคุณพ่อกับคุณย่า และพี่ชายไม่แท้อีกคนหนึ่ง...คุณพ่อพูดไม่ได้แต่พอเขียนได้...คุณพ่อไม่ได้เขียนให้เราแต่เขียนไว้ที่กระดาษด้วยลายมือโย้เย้แบบไม่มีแรงว่า "เมื่อวานยังไม่เป็นแบบนี้ แต่มีคนมาจับใส่ท่อใส่....." แล้วก็อ่านไม่ค่อยออกเพราะคนเขียนคงเหนื่อย เราเองก็เครียดไปเหมือนกันหลังจากเห็นที่เขียน... คุณหมอเจ้าของไข้ก็เข้ามาคุย ประโยคแรกที่คุณหมอถามก็คือ หมอ : "ญาติคนไข้ทำใจได้ไหม" หมอ : "หมอยังไม่อยากตรวจไขสันหลังคนไข้ เพราะคนไข้เหนื่อยมาก กลัวว่าถ้าเสียเลือดไปอีกอาจจะอาการหนัก" เราก็ได้แต่อึ้งไปเหมือนกัน ถามคุณหมอว่าคุณพ่อมีโอกาสรอดแค่ไหน..คุณหมอได้แต่ถอนหายใจ หมอ : "คุณลุงให้ยาคีโมไปหลายรอบแล้ว รอบสุดท้ายร่างกายคุณลุงดื้อยา หมอเลยให้ยาสูตรใหม่ แต่ตอนนี้เม็ดเลือดคุณลุงยังไม่ขึ้น ถ้าตรวจไขสันหลังแล้วพบว่ามีแต่เชื้อมะเร็งก็หมายความว่าคุณลุงคงอาการไม่ดีขึ้นแน่ แทบจะไม่มีโอกาสเลย หรือต่อให้ถ้าไม่พบเชื้อมะเร็ง ตอนนี้ร่างกายคุณลุงอ่อนแอมาก กลัวว่าเม็ดเลือดจะขึ้นไม่ทัน ปอดคุณลุงจะอักเสบมากและอาจจะหายใจไม่ได้ไปเฉยๆ แต่ถ้าหวังไว้ที่สุดก็คือให้ยาคุณลุงให้เต็มที่ไปก่อน ถ้าอาการดีขึ้น เม็ดเลือดขึ้น คุณลุงก็อาจจะดีขึ้นได้ แต่โอกาสน้อยมาก..." เรากับคุณย่าได้แต่นั่งฟังนิ่ง ถึงจะพอรับได้ แต่ฟังแบบนี้ก็ทำให้เราอยากร้องไห้มากกว่า....เรากับคุณย่าบอกคุณหมอว่ายังไงก็ให้ยาเต็มที่จนถึงวันที่คุณหมอตรวจไขสันหลังอีกสองวันแล้วกัน..ไม่อยากให้คุณหมอเจาะตอนนี้เพราะคนไข้อ่อนแอ...และอีกอย่างภรรยาคนไข้ก็ยังไม่กลับ และถ้าเกิดตรวจแล้วคุณพ่อมีแต่เชื้อมะเร็งเราขอให้เอาท่อลดยาลง เพราะเราไม่อยากให้คุณพ่อทรมานเพราะใส่สายอะไรมากไปกว่านี้แล้ว...อยากให้พ่อนอนให้สบายที่สุดค่ะ |