เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่พอสมควร เป็นที่โจษจรรย์กันมากในเว็บบอร์ดต่างๆ โดยเฉพาะที่พันธ์ทิพย์ โต๊ะห้องสมุด..
http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W6797317/W6797317.html#108 ลองเข้าไปอ่านกันได้
ทีนี้ก็เลยจะมาขอเล่าเรื่องในบ้านของตัวเองสักหน่อย สำหรับบางคนที่ไม่ทราบเรื่อง หรือบางคนที่อ่านในหนังสือพิมพ์ ในเว็บไซต์มาบ้างแล้ว ก็จะรู้เรื่องราวกระจ่างมากขึ้น
เพื่อนๆหลายคนคงรู้กันอยู่แล้วว่าที่บ้านตาลประกอบกิจการสำนักพิมพ์สำหรับเด็ก ก็มีจัดพิมพ์ทั้งหนังสือนิทานภาพ การ์ตูน หนังสืออ่านนอกเวลา ความรู้ทั่วไป...เมื่อสักสองเดือนที่แล้วทางสนพ.ก็ได้รับจดหมายขออนุญาตจากทางชิน คอร์ปขอนำเรื่องสั้นประมาณ 10 เรื่องของคุณธนากิต (หรือเพื่อนๆบางคนรู้จักกันในนาม อากิตตินั่นหละ) ไปจัดพิมพ์รวมกับเรื่องสั้นของนักเขียนท่านอื่น เพื่อแจกแกเด็กในชุมชนยากไร้ แม่ก็ชี้แจงไปว่าทางสนพ.ไม่มีปัญหา ให้ได้ แต่ให้ไปต่อขอลิขสิทธิ์จากนักเขียนเอง..ซึ่งอากิตติก็ให้ แน่ละ ในเมื่อมีคนมาขอไปทำทาน คงไม่มีใครใจร้ายใจดำถึงขนาดไม่ให้ได้
แต่เรื่องราวมันเริ่มหลังจากนี้..คือเมื่อประมาณต้นสัปดาห์ที่แล้วมีจดหมายมาอีกฉบับ ขอเรื่องของนักเขียนอีกคนไปลงในหนังสือเล่มเดิม แม่ก็บอกให้ขอกับนักเขียนเองอีก ในตอนแรกคุณนักเขียนก็ไม่อยากให้ เพราะกว่าจะรวบรวมเขียนขึ้นมาได้ ก็ยากแล้ว ยิ่งเอาไปพิมพ์แจกแบบนี้ โอกาสที่ขายได้ก็น้อยลง แต่ทางชิน ก็โทรมาเช้า โทรมาเย็น โทรมาตื้อให้นักเขียนอนุญาตให้ได้ จนท่านใจอ่อนยอมเซ็นต์อนุญาตให้ไป หลังจากนั้นประมาณสามวัน หนังสือที่ตีพิมพ์เสร็จแล้วก็ถูกส่งมาที่สนพ.เล่มหนึ่ง ให้นักเขียนอีกเล่มหนึ่ง!!!!!!!
ขอมาแค่สามวัน หนังสือก็พิมพ์เสร็จแล้ว!!!
เท่านั้นหละ แม่ของขึ้นทันที....เพราะมันหมายความว่า คุณได้ขโมยเอาของของเราไปจัดทำก่อนแล้ว แล้วค่อยมาขออนุญาตทีหลัง มีที่ไหน แค่สามวัน จัดพิมพ์เสร็จก็ยากแล้ว นี่รวบรวม เรียบเรียงอีก มันจะเป็นไปได้ยังไง แถมพอเปิดหนังสือเข้าไปดูชื่อนักเขียนท่านที่เพิ่งได้รับจดหมายขออนุญาต ไม่มีอยู่ในเล่มอีกด้วย!!
พวกเราคาดกันว่าทางชินคงจัดทำหนังสือ ขออนุญาตนักเขียนท่านอื่นเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าลืมขออนุญาตนักเขียนไปท่านหนึ่ง จึงมารีบขอตอนใกล้จะเอาหนังสือไปแจก และพิมพ์ชื่อนักเขียนเพิ่มไม่ทันแล้ว เลยต้องโทรมาขอเช้า ขอเย็น ให้นักเขียนใจอ่อน เพราะถ้าเกิดนักเขียนท่านนี้เกิดไม่ให้ขึ้นมา เรื่องจะยิ่งยุ่ง
หม่อมแม่ของอิชั้น..ก็เลยจัดการลงมือเขียนจดหมาย (อันนี้เขียนหรือพิมพ์ไม่อาจทราบได้) เอาเป็นว่าพิมพ์ละกัน พิมพ์จดหมายเปิดผนึกส่งไปที่นสพ.มติชน และ กรุงเทพธุรกิจ ระบายความในใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเรียกร้องสิทธิ์ให้กับเหล่านักเขียนที่ถูกนำเรื่องไปลง ทางนสพ.ก็ลงจดหมายให้ มีคนเห็นด้วยก็มาก คนไม่เห็นด้วยก็มี อันนี้เป้นสัจธรรม แต่พอเรื่องถูกตีพิมพ์ลงนสพ. ทางนักเขียนก็ได้รับโทรศัพท์ติดต่อจากชิน คอร์ปทันที เพื่อตกลงเรื่องค่าลิขสิทธิ์!!! งานนี้ก็ถือว่าโชคดีไป.....แต่ถ้าเจ้าของสนพ.ไม่ได้รู้จักกับสื่อ โอกาสที่จะได้รับความสนใจก็น้อยลงไปอีก จะมีใครที่ไหนมาสนใจ แล้วลงข่าวให้แบบนี้ไหม
บริษัทใหญ่ๆ ทำประชาสัมพันธ์ตัวเองได้หน้า ได้ชื่อเสียง หักภาษีได้ แต่ไม่ต้องเสียอะไรเลย นอกจากค่ากระดาษ ค่าพิมพ์ เล่มละไม่กี่สตางค์ ทั้งๆที่บริษัทได้กำไรปีหนึ่งเป็นพันล้าน....คิดจะทำทาน แต่ไม่ลงทุน ลงแรงอะไรเลย ในทางกลับกันถ้าคนตัวเล็กๆ ตาดำๆ อย่างพวกเรา เกิดคิดอยากจะพิมพ์หนังสือไปแจกตามโรงเรียน หรือวัดบ้างเพื่อทำทาน เราจะ"ขอ"แบบนี้บ้างได้ไหม....คิดว่านักเขียนคงจะไม่ให้ แต่ที่ให้เพราะเกรงใจบริษัทยักษ์ใหญ่ ถ้าคนตัวเล็กๆแบบพวกเราทำ..ก็คงต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์หรือซื้อหนังสือไปตามระเบียบ...
บริษัทพวกนี้ถึงได้รวยขึ้นๆๆๆๆๆ ดังขึ้นๆๆๆๆๆ เพราะว่าควาฉลาดแกมโกงแบบนี้หละ