มาแล้ว!!!
ตามคำเรียกร้อง ตอนที่ 3 คับ
...แต่ว่า ตอนนี้อาจจะไม่ขำเหมือนตอนอื่นๆก็ได้นะ...
หลังจากที่เกริ่นมาตั้งแต่ตอนที่ 1 แล้วว่าตอนนี้พ่อไปนอนเล่นอยู่ที่โรงพยาบาล ก็จะมาเล่าให้ฟังในตอนนี้แหละ ว่าเป็นเพราะเหตุอะไร แต่อย่างว่ามหากาพย์มันก็ต้องยาวกันหน่อยนะ
เรื่องมีอยู่ว่า..เมื่อต้นปีที่ผ่านมา พ่อเกิดมีอาการไม่สบาย เป็นไข้หวัดติดกันมา 2 อาทิตย์แล้วก็ยังไม่หาย กินข้าวกินปลาไม่ได้ ไม่มีแรง ได้แต่นอนทั้งวัน มีแต่คนรบเร้าให้ไปหาหมอ แต่ซุปเปอร์คุณพ่อก็ไม่ยอม จนกระทั่งผ่านไปสองอาทิตย์กว่าๆ เรากลับบ้านไปเก็บเสื้อผ้าจะไปงานเลี้ยงปีใหม่ที่บ้านกันย์ (ประธานรุ่นของพวกเราอ่ะ) เห็นพ่อนอนแซ่วอยู่บนเตียง ดูท่าทางไม่ลัลลาเหมือนปกติ เราเลยคิดว่าจะบังคับพาพ่อไปหาหมอให้ได้ ประกอบกับเจ๊เราก็ไปที่บ้านกะพี่เขยพอดี (ตอนนั้นเจ๊แกท้องอยู่) เราก็เลยวางแผนกันว่าจะต้องพาพ่อไปหาหมอให้ได้ เพราะดูอาการลุงแกแย่มากๆ พอไปบอกพ่อ พ่อก็เริ่มมีทีท่าอ่อนลง บอกว่าถ้าหมอประจำอยู่ก็ยอมไปหา ...คุณหมอประจำเนี่ย คือคนที่ผ่าตัดมะเร็งให้พ่อเมื่อคราวที่แล้ว และเป็นหลานของเพื่อนพ่อด้วย พ่อต้องไปตรวจร่างกายกะคุณหมอท่านนี้ทุกๆปี แต่ว่าปีนึงที่ผ่านมาพ่อเริ่มละเลย เพราะเห็นว่าตัวเองแข็งแรงดี พ่อการดูแลเป็นห่วง เป็นใยจากคุณหมอท่านนี้เป็นอย่างดี...ต้องขอบพระคุณ คุณหมอด้วยค่ะ ^^
แต่พอโทรไปที่โรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลบอกว่าวันนี้คุณหมอประจำท่านนั้นไม่เข้ามา แต่ถ้าจะไปหาหมอจะให้ท่านอื่นตรวจให้ แต่เรากะพี่สาวก็อยากให้พ่อได้รับการตรวจจากคุณหมอท่านเดิมมากกว่า ด้วยเห็นว่าตรวจรักษากันมาหลายปีแล้ว และพ่อก็เคยป่วยเป็นโรคร้ายด้วย แถมตอนนั้นอาการดูแย่มากๆ เดินแทบไม่ไหว เลยตัดสินใจโทรหาเพื่อนพ่อที่เป็นญาติของคุณหมอ เพื่อขอเบอร์โทรศัพท์มือถือเป็นการส่วนตัว
พอพี่สาวได้คุยกับคุณหมอ คุณซุปเปอร์ด๊อกเตอร์เคก็รีบตกปากรับคำว่าให้พาคุณพ่อไปที่รพ.แล้วคุณหมอจะตามไปติดๆ พอไปถึงรพ.รอไม่ถึงครึ่งชม.คุณหมอก็เดินทางมาถึงด้วยทีท่ากระหืดกระหอบ...ประทับใจจิงๆค่ะ ^ - ^
คุณหมอรีบทำการตรวจให้คุณพ่อ ในขั้นแรกรออยู่ประมาณเกือบชั่วโมง คุณหมอออกมาบอกด้วยหน้าตาซีเรียสว่าท่าทางไม่ค่อยดีนะ หมอลองคลำดูที่ท้องแกแล้วมันมีก้อนแข็งๆอยู่ที่บริเวณตับ อาจจะเป็นตับอักเสบ หรือมีก้อนมะเร็งขึ้นมาอีกก็เป็นได้ แต่ขอหมอตรวจดูอย่างละเอียดอีกครั้ง โดย X-ray และตรวจเลือดด้วย แต่จะเป็นทางไหนก็ไม่ค่อยดีทั้งนั้น แต่หมอขอให้เป็นแบบแรกก็แล้วกันเพราะอันตรายน้อยกว่ามาก
เรากับพี่และพี่เขยก็นั่งรอฟังผลตรวจอยู่หน้าห้องด้วยใจตุ้มๆต่อมๆ จนผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมงได้ คุณหมอก็ออกมาจากห้องตรวจหน้าตาตื่น แล้วพูดกับเราสองพี่น้องว่า...แย่กว่าที่คิด จากผลการตรวจเลือด หมอว่าไม่ต้องดูผล X-ray แล้ว คุณหมอบอกว่าผลเลือดของพ่อ มีอัตราเม็ดเลือดขาวสูงมาก (สูงเท่าไรก็ไม่รู้อ่ะนะ อันนี้เราก็ลืมไปแล้ว แต่ฟังแล้วก็ตกใจเพราะมันเยอะกว่าคนปกติเป็นสิบเท่าตัวเลย) ซึ่งโรคที่ทำให้เกิดอาการแบบนี้ได้มีอยู่โรคเดียวเท่านั้น คือ "มะเร็งเม็ดเลือดขาว"
ขออธิบายถึงโรคนี้กันหน่อย ไม่งั้นอาจจะงงได้ คือ มะเร็งเม็ดเลือดขาวเนี่ย มันไม่ได้เป็นเนื้อร้าย แต่มันเป็นเซลล์นึงที่มากัดกินเม็ดเลือดแดงดีๆในร่างกาย แล้วไขสันหลังผลิตเม็ดเลือดขาวขึ้นมามากเกินกว่าปกติ ทำให้ร่างกายขาดภูมิคุ้มกันโรค เชื้อโรคอื่นๆก็รุมเร้าร่างกายทำให้ร่างกายอ่อนแอ เมื่อให้ยาคีโมเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งมันก็จะไปทำลายเม็ดเลือดดีทั้งขาวและแดงที่ร่างกายต้องการไปด้วย ทำให้ต้องมีการให้เกล็ดเลือดเพิ่มอีก...วิธีรักษาให้หายขายวิธีเดียวคือการ "ปลูกถ่ายไขสันหลัง"
ตกใจสิคะ...เฮ้ย ร้ายแรงนี่หว่า
คุณหมอพูดต่อไปว่า หมองงเหมือนกันว่าแกยังยืนอยู่ได้ยังไง ถ้าเป็นคนปกติอัตราเม็ดเลือดแดงต่ำขนาดนี้ ไม่น่าจะเดินไหวแล้วด้วยซ้ำ นี่แสดงว่าแกต้องอดทนมากๆ แต่หมอขอแจ้งเลยว่าโรคนี้เป็นโรคร้ายแรงและรักษายาก ในเมืองไทยมีรพ.ไม่กี่แห่งเท่านั้นที่มีหมอที่เชี่ยวชาญด้านนี้ (รพ.ที่ไปตอนนั้นเป็นแค่รพ.เอกชนเล็กๆแถวบ้าน แต่รักษาดีมากๆนะ) ซึ่งจำเป็นต้องย้ายไปรักษาที่รพ.เหล่านั้นโดยด่วน แต่ด้วยความที่วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ คุณหมอเลยต้องติดต่อหลายแห่งหน่อย เราแจ้งคุณหมอเลยว่าจุฬาฯ ศิริราชไม่เอา เพราะต้องรอนานชัวร์ นาทีนั้นอยากให้พ่อไปถึงมือหมอให้เร็วที่สุด
..คุณหมอเจ้าของไข้ตัดสินใจว่าจะบอกคุณพ่อว่าป่วยเป็นโรคอะไร ด้วยความที่รู้จักพ่อดี คุณหมอยืนยันว่าถ้าไม่บอกแกก็ต้องถามอยู่ดีว่าทำไมย้ายรพ. แล้วคนอย่างพ่อน่ะ บอกไปก็ใจไม่เสียหรอก ซึ่งเราสองพี่น้องก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน เลยให้คุณหมอไปบอกเลย..
สุดท้ายก็ย้ายพ่อไปที่รพ.พญาไท 2 ตรงสนามเป้า เพราะเป็นรพ.เดียวที่สามารถตามหมอเฉพาะโรคนั้นให้ได้ทันที เราตกใจมากนาทีที่พยาบาลเข็นเตียงพ่อออกมาจากห้องตรวจ พ่อดูซูบซีด มีผ้าปิดปากอยู่เพื่อป้องกันเชื้อโรค แต่ก็ยังพูดคุยได้ตามปกติ
ถึงพญาไท 2 เปลี่ยนคุณหมอคนใหม่ คุณหมอคนนี้ดูหน้านิ่งๆ ไม่ค่อยมีอารมณ์ขัน ไม่เคยยิ้มให้เห็น คุณหมอพูดตรงๆว่า ตอนนี้อาการแย่มาก เป็นตายเท่ากัน ถ้าไม่มาหาหมอในคืนนี้ พรุ่งนี้อาจจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกเลย.....เพราะโรคนี้มันทำให้เลือดออกไม่หยุด เนื่องจากเกล็ดเลือดเราน้อย อาจจะมีเลือดออกที่อวัยวะภายในได้
สุดท้ายคืนนั้นเราก็เลยนอนอยู่เป็นเพื่อนพ่อที่รพ. โดยมีคุณหมอท่านแรกโทรถามความเรียบร้อยด้วยความเป็นห่วงอยู่หลายครั้ง ซึ้งใจมากๆ
อยู่รพ.ไปได้สักอาทิตย์ อาการเริ่มทรุด พ่อต้องเข้าไปอยู่ห้องแยกในไอซียู ดูอาการแย่มากๆๆๆๆ ยิ่งให้คีโมด้วย ยิ่งดูแย่เข้าไปใหญ่ จนเราทำใจกันแล้ว ไปถามหมอก็หลายคนว่าจะรักษาด้วยวิธีอะไร ศึกษาวิธีการรักษากันหลายอย่าง ปลูกถ่ายไขสันหลังได้ไหม...ไม่ได้..เพราะแก่เกิ๊น เด๋วร่างกายจะรับไม่ไหว ไอ้การปลูกถ่ายไขสันหลังเนี่ย คือการเอาไขสันหลังของตัวเองออกมา ดูดๆๆๆออกมา แล้วเอามารักษาให้สะอาดก่อน คือทำให้มะเร็งมันตายน่ะหละ แล้วเอาไขสันหลังของคนอื่นที่เข้ากันได้ฉีดเข้าไปรวมกับของเดิมที่เอามาทำความสะอาดแล้ว ซึ่งไอ้ที่เข้ากันได้เนี่ยหายากมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ยุคนี้ถึงมีการนิยมให้เก็บ stem cells กัน เอามาใช้เพื่อการแบบนี้
ระหว่างนอนอยู่รพ. พ่อก็หลุดความลับออกมาหลายอย่าง ว่าเก็บเงินเอาไว้ที่ไหน สมุดบัญชีมีกี่เล่ม รวมถึงไปแอบซื้อบ้านที่สุราษฎร์ไว้ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ด้วยราคาหลายล้าน!! เพราะว่าอาหารทะเลแถวนั้นมันอาหย่อย..!!! แต่สุดท้ายก็ได้ออกมาลัลลาเหมือนเดิม โดยความลับแตกทั้งหมด
รอบนั้นพ่ออยู่รพ.ประมาณสองเดือนกว่าๆ พอออกมาแล้วก็ต้องไปตรวจสุขภาพทุกเดือน ไปเจาะเลือด รอบไหนเกล็ดเลือดต่ำก็ต้องไปนอนให้เลือดและเกล็ดเลือดประมาณ 2-3 วัน
ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะพ่อก็ไปเที่ยวต่างจังหวัดเยอะเหมือนเดิม แวะเวียนไปบ้านที่ซื้อไว้ด้วย แล้วก็ตัดสินใจจะขาย แต่จนทุกวันนี้ก็ยังขายไม่ออก -*-
เอาล่ะมาถึงตรงนี้คงงงกันว่า ที่เล่ามาทั้งหมดมันเกี่ยวอะไรกับที่พ่อไปนอนโรงพยาบาลคราวนี้ ก็เพราะว่า...........
ไอ้เจ้าตัวร้ายมันกลับมา!!
ต่อตอน 4 เน้อ....