Pawasu's posts with tag: พ่อ

What are tags? You can give your posts a "tag", which is like a keyword. Tags help you find content which has something in common. You can assign as many tags as you wish to each post.
View posts by people in your network with tag พ่อ
Blog Entryบทกลอน...แด่คุณพ่อFeb 23, '08 4:31 AM
for everyone

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (22 กพ. 50) สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยได้ร่วมเป็นเจ้าภาพจังานสวดอภิธรรมศพของพ่อและคุณ 'ชมัยภร แสงกระจ่าง' นายกสมาคมฯ ได้เขียนบทกลอนไว้อาลัยมาให้ในการนี้ด้วย จึงขออนุญาตคัดลอกบทกลอนดังกล่าวมาให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกัน

แด่ พี่วิริยะ สิริสิงห

      วิริยะยิ่งแล้ว                เกินใคร
สิริแก่วรรณกรรมไทย          พี่น้อง
สิงหอักษราลัย                  อักษรสถิต
ลาจากน้ำตาต้อง               ตกพื้นวรรณศิลป์

      วิริยะพี่ลาไกล             น้องอาลัยน้ำตาริน
วิริยะยังตรึงจินต์                ด้วยรอยยิ้มอันจริงใจ
      ยังเล่าทุกเรื่องราว        ความปวดร้าวที่ผ่านไป
ยังสนุกสนานใน                ชีวิตอยู่ในทุกคราว
      แบบอย่างคนคิดดี       ทุกก้าวมีแต่ดวงดาว
สดใสหัวใจพราว                เสียงหัวร่อยังยืนยัน
      ทิ้งดอกโบตั๋นไว้           น้ำผึ้งใสก็ละพลัน
น้ำตาลก็เช่นกัน                 ต่างร่ำไห้อาลัยลา
      วิริยะพี่ลาไกล             วิริยะในสวรรยา
สร้างสรรค์มั่นอักษรา          เต็มท้องฟ้าด้วยดวงดาว
      มองฟ้ายามราตรี          รู้ว่ามีมากเรื่องราว
วิริยะสุกสกาว                    สร้างดวงดาวเป็นวรรณกรรม
      ดวงดาววิริยะ              ขออักขระตรึงใจจำ
สืบฟ้าสืบสานคำ                สถิตสวรรค์นิรันดร์เทอญ

ประพันธ์โดย ชมัยภร แสงกระจ่าง

22 กุมภาพันธ์ 2551

 

เป็นบทกลอนที่เพราะมาก ๆ และรู้สึกประทับใจอ่านแล้วเห็นภาพของพ่อเลยทีเดียว

โดยเฉพาะในวรรคที่ว่า

"เสียงหัวร่อยังยืนยัน"


วันนี้ฉันเข้าไปอ่านบลอกของพี่สาว...เขียนเกี่ยวกับคุณพ่อในวันสุดท้ายที่พ่อจากไป ฉันกับแม่ไม่ได้เห็นพ่อในนาทีนั้น เพราะอยู่ไกลถึงไต้หวัน มีพี่สาวรับบทหนักคนเดียว ถึงแม้ทุกคนจะดูเข้มแข็ง แต่จริงๆแล้วในใจก็เศร้ามาก....

ฉันนั่งอ่านน้ำตาไหล...ด้วยเข้าใจว่าคนเขียนเสียใจแค่ไหน ฉันเองไม่ได้มีนาทีนั้นร่วมกับเขา ไม่ได้รู้สึกเสียดายแต่อย่างไร เพราะในใจฉันมีพ่ออยู่เสมอ

เลยอยากจะนำสิ่งที่ผึ้งเขียนในบลอกมาเก็บไว้ในบ้านของตัวเองบ้าง..........

เผื่อวันไหนรู้สึกอ่อนแอจะกลับมานั่งอ่าน ปล่อยน้ำตาไหลทิ้งบ้าง......

ขอปาฎิหาริย์อีกสักครั้ง (ต่อ)

วันนี้วันวาเลนไทน์ วันแห่งความรัก...แต่สำหรับเรามีแต่นั่งรอคำพูดของคุณหมอ....ว่าอาการของคุณพ่อจะดีขึ้นหรือไม่

จริงๆ เราก็เตรียมทำใจไว้ตั้งแต่ตอนท้องข้าวปุ้นแล้วว่าคุณพ่ออาจจะอยู่ได้อีกไม่นาน....แต่ความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่เราลืมและทำให้เราเสียใจจนทุกวันนี้ก็คือ

ข้าวปุ้นยังไม่เคยถ่ายรูปกับคุณตาสักครั้ง !!

ด้วยเพราะเวลาเราไปหาคุณพ่อทีไรคุณพ่อก็ไม่ค่อยกล้าอุ้มเจ้าตัวเล็ก เพราะตั้งแต่สมัยเราเด็กๆ เขาก็ไม่ค่อยกล้าอุ้ม และยิ่งไม่ค่อยแข็งแรงหลังจากหายป่วยคุณตาก็เลยไม่กล้าอุ้ม พอพาไปหาคุณตาก็ไม่เคยได้เอากล้องไปเสียอีก

ตอนนี้คุณตานอนอยู่ห้องไอซียูมาสองวันแล้ว....ตอนแรกเข้าใจว่าน้ำท่วมปอดรอบสองเลยเอาลงมาห้องไอซียูสังเกตอาการ...คุณหมอที่รักษาปอดตัดสินใจว่าจะเจาะปอดอีกครั้งหลังจากดูฟิล์ม แต่พอเจาะปอดไปแล้วกลับไม่มีน้ำออกมาเลย...แสดงว่าปอดไม่ได้ชื้นอีกรอบ แต่ฟิล์มเอกซเรย์พบว่ามีจุดขาวๆ ในปอด คุณหมอเลยบอกว่าน่าจะเพราะว่าปอดอักเสบ...คุณพ่อมีปัญหาเรื่องปอดอักเสบมานานอยู่แล้วตั้งแต่ให้ยา...เนื่องจากอ่อนแอจากการให้คีโม ทำให้ร่างกายเกิดภาวะโรคแทรกซ้อน

ทั้งๆ ที่ตอนออกจากห้องไอซียูรอบแรกคุณพ่อดูดีขึ้นมาก พูดเล่นได้ หัวเราะได้ แต่ผ่านไปอีกแค่วันเดียวคุณพ่อก็ต้องมานอนแบ่บอยู่ในห้องไอซียู มีหน้ากากให้ออกซิเจนอยู่บนหน้า..จะพูดอะไรนิดหน่อยก็เหนื่อยหอบ...

เราพยายามจะไปเยี่ยมคุณพ่อให้บ่อยที่สุด เพราะตอนแรกทุกคนไม่ได้คิดว่าคุณพ่อจะอาการหนักถึงขนาดนี้..คุณแม่กับน้องสาวที่อยู่บ้านเดียวกันเครียดมาก...แม่เลยตัดสินใจขอไปพักผ่อนที่ต่างประเทศประมาณห้าวัน (ไปดูงานด้วย) ช่วงนี้เราก็เลยรับศึกหนักคนเดียว...กลัวว่าคุณพ่อจะเป็นอะไรไปเสียก่อน (ทีแรกทั้งแม่และน้องเข้าใจว่าคุณพ่อจะได้ออกจากโรงพยาบาลประมาณช่วงเดียวกับที่จะกลับมาคะ)

ส่วนเรื่องเยี่ยมเราก็ไม่อยากพาข้าวปุ้นไปโรงพยาบาลบ่อยนัก เพราะเด็กเขาก็ไม่ให้เข้าห้องไอซียู และอีกอย่างโรงพยาบาลเชื้อโรคเยอะ เราก็ไม่อยากพาเด็กเจ็ดแปดเดือนไปบ่อยๆ

ที่ต้องพาข้าวปุ้นไปด้วยทุกครั้งก็เพราะว่าไม่มีใครดูแล เราเลี้ยงน้องข้าวปุ้นคนเดียว มีแม่บ้านช่วยเลี้ยงเป็นบางช่วง ส่วนสามีก็ไปทำงานกลับมาก็ค่อนข้างเย็นแล้ว

วันนี้เราไปเยี่ยมคุณพ่ออีกครั้งโดยฝากข้าวปุ้นไว้กับแม่บ้าน แต่ก็พยายามจะกลับมาให้เร็วที่สุดเพราะเป็นห่วงลูก...เนื่องจากเมื่อคืนที่ผ่านมา พยาบาลได้โทรเข้ามาแจ้งว่าคุณพ่ออาการไม่ดี ความดันลดต่ำมาก และออกซิเจนในเลือดลดต่ำ ต้องให้ยากระตุ้น และให้ออกซิเจนผ่านทางสายยางที่สอดเข้าไปในปากถึงหลอดลมเลย คนไข้จะได้ไม่เหนื่อย แต่คนไข้จะเจ็บคอและก็ให้อาหารทางปากไม่ได้ พูดไม่ได้

วันนี้เราไปเยี่ยมคุณพ่อกับคุณย่า และพี่ชายไม่แท้อีกคนหนึ่ง...คุณพ่อพูดไม่ได้แต่พอเขียนได้...คุณพ่อไม่ได้เขียนให้เราแต่เขียนไว้ที่กระดาษด้วยลายมือโย้เย้แบบไม่มีแรงว่า

"เมื่อวานยังไม่เป็นแบบนี้ แต่มีคนมาจับใส่ท่อใส่....." แล้วก็อ่านไม่ค่อยออกเพราะคนเขียนคงเหนื่อย

เราเองก็เครียดไปเหมือนกันหลังจากเห็นที่เขียน...

คุณหมอเจ้าของไข้ก็เข้ามาคุย ประโยคแรกที่คุณหมอถามก็คือ

หมอ : "ญาติคนไข้ทำใจได้ไหม"

หมอ : "หมอยังไม่อยากตรวจไขสันหลังคนไข้ เพราะคนไข้เหนื่อยมาก กลัวว่าถ้าเสียเลือดไปอีกอาจจะอาการหนัก"

เราก็ได้แต่อึ้งไปเหมือนกัน ถามคุณหมอว่าคุณพ่อมีโอกาสรอดแค่ไหน..คุณหมอได้แต่ถอนหายใจ

หมอ : "คุณลุงให้ยาคีโมไปหลายรอบแล้ว รอบสุดท้ายร่างกายคุณลุงดื้อยา หมอเลยให้ยาสูตรใหม่ แต่ตอนนี้เม็ดเลือดคุณลุงยังไม่ขึ้น ถ้าตรวจไขสันหลังแล้วพบว่ามีแต่เชื้อมะเร็งก็หมายความว่าคุณลุงคงอาการไม่ดีขึ้นแน่ แทบจะไม่มีโอกาสเลย หรือต่อให้ถ้าไม่พบเชื้อมะเร็ง ตอนนี้ร่างกายคุณลุงอ่อนแอมาก กลัวว่าเม็ดเลือดจะขึ้นไม่ทัน ปอดคุณลุงจะอักเสบมากและอาจจะหายใจไม่ได้ไปเฉยๆ แต่ถ้าหวังไว้ที่สุดก็คือให้ยาคุณลุงให้เต็มที่ไปก่อน ถ้าอาการดีขึ้น เม็ดเลือดขึ้น คุณลุงก็อาจจะดีขึ้นได้ แต่โอกาสน้อยมาก..."

เรากับคุณย่าได้แต่นั่งฟังนิ่ง ถึงจะพอรับได้ แต่ฟังแบบนี้ก็ทำให้เราอยากร้องไห้มากกว่า....เรากับคุณย่าบอกคุณหมอว่ายังไงก็ให้ยาเต็มที่จนถึงวันที่คุณหมอตรวจไขสันหลังอีกสองวันแล้วกัน..ไม่อยากให้คุณหมอเจาะตอนนี้เพราะคนไข้อ่อนแอ...และอีกอย่างภรรยาคนไข้ก็ยังไม่กลับ และถ้าเกิดตรวจแล้วคุณพ่อมีแต่เชื้อมะเร็งเราขอให้เอาท่อลดยาลง เพราะเราไม่อยากให้คุณพ่อทรมานเพราะใส่สายอะไรมากไปกว่านี้แล้ว...อยากให้พ่อนอนให้สบายที่สุดค่ะ

รายละเอียดของงานและแผนที่วัดดูได้จากบลอกของพี่สาว เผอิญเขาทำไว้แล้ว เราจะได้ไม่ต้องเนื่อย ตามประสาคนขี้เกียจ แอบขโมยลิงก์เค้ามาแปะเลย ^^ --  www.diarylove.com/suweeriya

 


มาแล้ว!!!

ตามคำเรียกร้อง ตอนที่ 3 คับ

...แต่ว่า ตอนนี้อาจจะไม่ขำเหมือนตอนอื่นๆก็ได้นะ...

หลังจากที่เกริ่นมาตั้งแต่ตอนที่ 1 แล้วว่าตอนนี้พ่อไปนอนเล่นอยู่ที่โรงพยาบาล ก็จะมาเล่าให้ฟังในตอนนี้แหละ ว่าเป็นเพราะเหตุอะไร แต่อย่างว่ามหากาพย์มันก็ต้องยาวกันหน่อยนะ

เรื่องมีอยู่ว่า..เมื่อต้นปีที่ผ่านมา พ่อเกิดมีอาการไม่สบาย เป็นไข้หวัดติดกันมา 2 อาทิตย์แล้วก็ยังไม่หาย กินข้าวกินปลาไม่ได้ ไม่มีแรง ได้แต่นอนทั้งวัน มีแต่คนรบเร้าให้ไปหาหมอ แต่ซุปเปอร์คุณพ่อก็ไม่ยอม จนกระทั่งผ่านไปสองอาทิตย์กว่าๆ เรากลับบ้านไปเก็บเสื้อผ้าจะไปงานเลี้ยงปีใหม่ที่บ้านกันย์ (ประธานรุ่นของพวกเราอ่ะ) เห็นพ่อนอนแซ่วอยู่บนเตียง ดูท่าทางไม่ลัลลาเหมือนปกติ เราเลยคิดว่าจะบังคับพาพ่อไปหาหมอให้ได้ ประกอบกับเจ๊เราก็ไปที่บ้านกะพี่เขยพอดี (ตอนนั้นเจ๊แกท้องอยู่) เราก็เลยวางแผนกันว่าจะต้องพาพ่อไปหาหมอให้ได้ เพราะดูอาการลุงแกแย่มากๆ พอไปบอกพ่อ พ่อก็เริ่มมีทีท่าอ่อนลง บอกว่าถ้าหมอประจำอยู่ก็ยอมไปหา ...คุณหมอประจำเนี่ย คือคนที่ผ่าตัดมะเร็งให้พ่อเมื่อคราวที่แล้ว และเป็นหลานของเพื่อนพ่อด้วย พ่อต้องไปตรวจร่างกายกะคุณหมอท่านนี้ทุกๆปี แต่ว่าปีนึงที่ผ่านมาพ่อเริ่มละเลย เพราะเห็นว่าตัวเองแข็งแรงดี พ่อการดูแลเป็นห่วง เป็นใยจากคุณหมอท่านนี้เป็นอย่างดี...ต้องขอบพระคุณ คุณหมอด้วยค่ะ ^^

แต่พอโทรไปที่โรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลบอกว่าวันนี้คุณหมอประจำท่านนั้นไม่เข้ามา แต่ถ้าจะไปหาหมอจะให้ท่านอื่นตรวจให้ แต่เรากะพี่สาวก็อยากให้พ่อได้รับการตรวจจากคุณหมอท่านเดิมมากกว่า ด้วยเห็นว่าตรวจรักษากันมาหลายปีแล้ว และพ่อก็เคยป่วยเป็นโรคร้ายด้วย แถมตอนนั้นอาการดูแย่มากๆ เดินแทบไม่ไหว เลยตัดสินใจโทรหาเพื่อนพ่อที่เป็นญาติของคุณหมอ เพื่อขอเบอร์โทรศัพท์มือถือเป็นการส่วนตัว

พอพี่สาวได้คุยกับคุณหมอ คุณซุปเปอร์ด๊อกเตอร์เคก็รีบตกปากรับคำว่าให้พาคุณพ่อไปที่รพ.แล้วคุณหมอจะตามไปติดๆ พอไปถึงรพ.รอไม่ถึงครึ่งชม.คุณหมอก็เดินทางมาถึงด้วยทีท่ากระหืดกระหอบ...ประทับใจจิงๆค่ะ ^ - ^

คุณหมอรีบทำการตรวจให้คุณพ่อ ในขั้นแรกรออยู่ประมาณเกือบชั่วโมง คุณหมอออกมาบอกด้วยหน้าตาซีเรียสว่าท่าทางไม่ค่อยดีนะ หมอลองคลำดูที่ท้องแกแล้วมันมีก้อนแข็งๆอยู่ที่บริเวณตับ อาจจะเป็นตับอักเสบ หรือมีก้อนมะเร็งขึ้นมาอีกก็เป็นได้ แต่ขอหมอตรวจดูอย่างละเอียดอีกครั้ง โดย X-ray และตรวจเลือดด้วย แต่จะเป็นทางไหนก็ไม่ค่อยดีทั้งนั้น แต่หมอขอให้เป็นแบบแรกก็แล้วกันเพราะอันตรายน้อยกว่ามาก

เรากับพี่และพี่เขยก็นั่งรอฟังผลตรวจอยู่หน้าห้องด้วยใจตุ้มๆต่อมๆ จนผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมงได้ คุณหมอก็ออกมาจากห้องตรวจหน้าตาตื่น แล้วพูดกับเราสองพี่น้องว่า...แย่กว่าที่คิด จากผลการตรวจเลือด หมอว่าไม่ต้องดูผล X-ray แล้ว คุณหมอบอกว่าผลเลือดของพ่อ มีอัตราเม็ดเลือดขาวสูงมาก (สูงเท่าไรก็ไม่รู้อ่ะนะ อันนี้เราก็ลืมไปแล้ว แต่ฟังแล้วก็ตกใจเพราะมันเยอะกว่าคนปกติเป็นสิบเท่าตัวเลย) ซึ่งโรคที่ทำให้เกิดอาการแบบนี้ได้มีอยู่โรคเดียวเท่านั้น คือ "มะเร็งเม็ดเลือดขาว"

ขออธิบายถึงโรคนี้กันหน่อย ไม่งั้นอาจจะงงได้ คือ มะเร็งเม็ดเลือดขาวเนี่ย มันไม่ได้เป็นเนื้อร้าย แต่มันเป็นเซลล์นึงที่มากัดกินเม็ดเลือดแดงดีๆในร่างกาย แล้วไขสันหลังผลิตเม็ดเลือดขาวขึ้นมามากเกินกว่าปกติ ทำให้ร่างกายขาดภูมิคุ้มกันโรค เชื้อโรคอื่นๆก็รุมเร้าร่างกายทำให้ร่างกายอ่อนแอ เมื่อให้ยาคีโมเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งมันก็จะไปทำลายเม็ดเลือดดีทั้งขาวและแดงที่ร่างกายต้องการไปด้วย ทำให้ต้องมีการให้เกล็ดเลือดเพิ่มอีก...วิธีรักษาให้หายขายวิธีเดียวคือการ "ปลูกถ่ายไขสันหลัง"

ตกใจสิคะ...เฮ้ย ร้ายแรงนี่หว่า

คุณหมอพูดต่อไปว่า หมองงเหมือนกันว่าแกยังยืนอยู่ได้ยังไง ถ้าเป็นคนปกติอัตราเม็ดเลือดแดงต่ำขนาดนี้ ไม่น่าจะเดินไหวแล้วด้วยซ้ำ นี่แสดงว่าแกต้องอดทนมากๆ แต่หมอขอแจ้งเลยว่าโรคนี้เป็นโรคร้ายแรงและรักษายาก ในเมืองไทยมีรพ.ไม่กี่แห่งเท่านั้นที่มีหมอที่เชี่ยวชาญด้านนี้ (รพ.ที่ไปตอนนั้นเป็นแค่รพ.เอกชนเล็กๆแถวบ้าน แต่รักษาดีมากๆนะ) ซึ่งจำเป็นต้องย้ายไปรักษาที่รพ.เหล่านั้นโดยด่วน แต่ด้วยความที่วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ คุณหมอเลยต้องติดต่อหลายแห่งหน่อย เราแจ้งคุณหมอเลยว่าจุฬาฯ ศิริราชไม่เอา เพราะต้องรอนานชัวร์ นาทีนั้นอยากให้พ่อไปถึงมือหมอให้เร็วที่สุด

..คุณหมอเจ้าของไข้ตัดสินใจว่าจะบอกคุณพ่อว่าป่วยเป็นโรคอะไร ด้วยความที่รู้จักพ่อดี คุณหมอยืนยันว่าถ้าไม่บอกแกก็ต้องถามอยู่ดีว่าทำไมย้ายรพ. แล้วคนอย่างพ่อน่ะ บอกไปก็ใจไม่เสียหรอก ซึ่งเราสองพี่น้องก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน เลยให้คุณหมอไปบอกเลย..

สุดท้ายก็ย้ายพ่อไปที่รพ.พญาไท 2 ตรงสนามเป้า เพราะเป็นรพ.เดียวที่สามารถตามหมอเฉพาะโรคนั้นให้ได้ทันที เราตกใจมากนาทีที่พยาบาลเข็นเตียงพ่อออกมาจากห้องตรวจ พ่อดูซูบซีด มีผ้าปิดปากอยู่เพื่อป้องกันเชื้อโรค แต่ก็ยังพูดคุยได้ตามปกติ

ถึงพญาไท 2 เปลี่ยนคุณหมอคนใหม่ คุณหมอคนนี้ดูหน้านิ่งๆ ไม่ค่อยมีอารมณ์ขัน ไม่เคยยิ้มให้เห็น คุณหมอพูดตรงๆว่า ตอนนี้อาการแย่มาก เป็นตายเท่ากัน ถ้าไม่มาหาหมอในคืนนี้ พรุ่งนี้อาจจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกเลย.....เพราะโรคนี้มันทำให้เลือดออกไม่หยุด เนื่องจากเกล็ดเลือดเราน้อย อาจจะมีเลือดออกที่อวัยวะภายในได้

สุดท้ายคืนนั้นเราก็เลยนอนอยู่เป็นเพื่อนพ่อที่รพ. โดยมีคุณหมอท่านแรกโทรถามความเรียบร้อยด้วยความเป็นห่วงอยู่หลายครั้ง ซึ้งใจมากๆ

อยู่รพ.ไปได้สักอาทิตย์ อาการเริ่มทรุด พ่อต้องเข้าไปอยู่ห้องแยกในไอซียู ดูอาการแย่มากๆๆๆๆ ยิ่งให้คีโมด้วย ยิ่งดูแย่เข้าไปใหญ่ จนเราทำใจกันแล้ว ไปถามหมอก็หลายคนว่าจะรักษาด้วยวิธีอะไร ศึกษาวิธีการรักษากันหลายอย่าง ปลูกถ่ายไขสันหลังได้ไหม...ไม่ได้..เพราะแก่เกิ๊น เด๋วร่างกายจะรับไม่ไหว ไอ้การปลูกถ่ายไขสันหลังเนี่ย คือการเอาไขสันหลังของตัวเองออกมา ดูดๆๆๆออกมา แล้วเอามารักษาให้สะอาดก่อน คือทำให้มะเร็งมันตายน่ะหละ แล้วเอาไขสันหลังของคนอื่นที่เข้ากันได้ฉีดเข้าไปรวมกับของเดิมที่เอามาทำความสะอาดแล้ว ซึ่งไอ้ที่เข้ากันได้เนี่ยหายากมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ยุคนี้ถึงมีการนิยมให้เก็บ stem cells กัน เอามาใช้เพื่อการแบบนี้

ระหว่างนอนอยู่รพ. พ่อก็หลุดความลับออกมาหลายอย่าง ว่าเก็บเงินเอาไว้ที่ไหน สมุดบัญชีมีกี่เล่ม รวมถึงไปแอบซื้อบ้านที่สุราษฎร์ไว้ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ด้วยราคาหลายล้าน!! เพราะว่าอาหารทะเลแถวนั้นมันอาหย่อย..!!! แต่สุดท้ายก็ได้ออกมาลัลลาเหมือนเดิม โดยความลับแตกทั้งหมด

รอบนั้นพ่ออยู่รพ.ประมาณสองเดือนกว่าๆ พอออกมาแล้วก็ต้องไปตรวจสุขภาพทุกเดือน ไปเจาะเลือด รอบไหนเกล็ดเลือดต่ำก็ต้องไปนอนให้เลือดและเกล็ดเลือดประมาณ 2-3 วัน

ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะพ่อก็ไปเที่ยวต่างจังหวัดเยอะเหมือนเดิม แวะเวียนไปบ้านที่ซื้อไว้ด้วย แล้วก็ตัดสินใจจะขาย แต่จนทุกวันนี้ก็ยังขายไม่ออก -*-

เอาล่ะมาถึงตรงนี้คงงงกันว่า ที่เล่ามาทั้งหมดมันเกี่ยวอะไรกับที่พ่อไปนอนโรงพยาบาลคราวนี้ ก็เพราะว่า...........

 

ไอ้เจ้าตัวร้ายมันกลับมา!!

 

 

 

 

 

ต่อตอน 4 เน้อ....


หลังจากแนะนำท่านพ่อไปแล้วนะ ก็จะมาเข้าเรื่องป่วยๆของพ่อกันซะที แล้วจะได้รู้ว่าพ่อเนี่ยเป็นซุปเปอร์แมนจริงๆอ่ะ ไม่รุ้ว่ามาจากดาวอะไร..

เมื่อเก้าปีที่แล้ว...ยุคที่พวกเรากำลังลุ้นกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่...ช่วงนั้นพ่อมีอาการป่วย เรอ ท้องอืด มีลมในกระเพาะ พ่อก็บ่นๆทุกวันว่าหมู่นี้ท้องอืดจังเลย แต่ก็ไม่ยอมไปหาหมอสักที จนข่าวพ่อท้องอืดเนี่ย ไปเข้าหูแพทย์แผนไทยผู้หวังดีคนหนึ่งเข้าให้ คุณหมอก็เลยมากว้านท้องให้พ่อ บอกว่าเป็นการรักษาแบบแผนไทย จะไล่ลมที่อยู่ในท้องออกมา เป็นการนวดๆ ไล่ลม ที่ท้อง แก้ท้องอืดชะงักนักแล

หลังจากกระทำการรักษาโดยแพทย์แผนไทยได้ไม่กี่วัน...พ่อผู้ดื้อดึงของเราก็ไปหาหมอ!!! แสดงว่าอาการตอนนั้นคงแย่มาก แต่เด็จพ่อไม่เคยปริปากบอกใคร คงคิดว่าเป็นเองได้ก็หายเองได้

ผลการตรวจปรากฏว่า พ่อเป็นมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่!!! และที่สำคัญคือก้อนมะเร็งนั้นมันใหญ่มากแล้ว ใหญ่กว่ากำปั้นของผู้ใหญ่อย่างเราๆเสียอีก...แต่ที่ไม่รู้ตัวเนี่ยเป็นเพราะว่ามันมีไขมันมาห่อหุ้มไอ้ก้อนเนื้อร้ายนั้นไว้ ทำให้เลือดที่มันจะไหลออกจากเนื้อร้ายเนี่ย มันถูกดักไว้โดยชั้นไขมัน แต่เมื่อโดนกว้านท้อง ทำให้ไขมันมันแตกออก และเลือดก็เลยไหลออกมาจากก้อนเนื้อ -*-

.....คุณหมอหนุ่มผู้รักษาบอกกับครอบครัวว่า..ขอให้ทำใจ..พ่อน่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ 5 เดือน.....

พ่อเข้ารับการรักษา ตัดลำไส้ใหญ่ทิ้งไปบางส่วน ทำให้เวลาไปไหนมาไหน ต้องหาที่ที่มีห้องน้ำใกล้ๆไว้ก่อน วันเวลาผ่านไปเร็วเหมือนโกหก จาก 5 เดือน เป็น 5 ปี จาก 5 ปีเป็นถึงทุกวันนี้ พ่อก็ยังร่าเริงอยู่

หลายคนบอกว่าคงเป็นเพราะพ่อมีวิธีการดูแลตัวเองที่ดี - -"

มีคนรู้จักหลายต่อหลายคนเอาสูตรยา สูตรอาหาร สูตรรักษาต่างๆนานา มาบอกเล่าเก้าสิบ ต้องอารมณ์ดี ต้องไม่กินเนื้อ ต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้...

พ่อกินหญ้าปักกิ่ง เอาต้นหญ้าปักกิ่งมาโขลกให้ละเอียดในครก ผสมน้ำนิดหน่อย แล้วดื่ม กินอย่างนั้นทุกๆวัน ตามตำราเขาว่ากันว่าหญ้าปักกิ่งจะทำให้ร่างกายภายในเย็น ขับโรคร้ายในตัวได้ ครั้งแรกๆก็มีคนนำให้ ระยะหลังพ่อก็เริ่มเพาะพันธุ์เอง ด้วยความที่เป็นคนรักต้นไม้อยู่แล้ว พ่อเลยยิ่งมีความสุขเข้าไปใหญ่กับการที่ได้ดูแลไอ้พืชล้มลุกนี่เพิ่มขึ้นอีกต้น และได้และแจกจ่ายสูตรนี้ให้กับคนรู้จักที่มาถามไถ่ แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่งครอบครัวเราก็พากันไปเดินเล่นที่เยาวราช ข้างทางมีแผงขายของข้างทางเต็มไปหมด มีคนแก่ๆนั่งขายหญ้าปักกิ่งอยู่หลายร้านด้วยกัน ก็จูงไม้จูงมือกันเข้าไปดู หวังจะเอามาขายบ้าง เพราะที่บ้านงามเหลือเกิน สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำให้ทุกคนต้องตกตะลึง!!!!!

เฮ้ย...มันไม่เหมือนที่บ้านเรานี่ แต่ใบมันคล้ายกันมาก คล้ายกันมากๆๆๆ แต่มันไม่ใช่อ่ะ...แล้วไอ้ที่พ่อตำกินมาตั้งหลายปี นี่มันต้นไรวะ!!!

สรุปว่าวันนั้นก็เลยต้องเสียเงินซื้อหญ้าปักกิ่ง(ของแท้)มาอีกต้น เพื่อมาทำพันธุ์ใหม่ คราวนี้พอมีคนถามพ่อจะรีบอธิบายว่าให้ดูดีๆนะ ต้นนึงมันเป็นไม้เลื้อย อีกต้นมันเป็นไม้ล้มลุกธรรมดา มีใบรูปร่างเหมือนกัน ไม่รู้ว่าชื่อต้นอะไร...แต่ทุกวันนี้พ่อก็เลิกกินไปแล้วทั้งสองต้นล่ะนะ....

มีคนบอกพ่อว่าต้องอารมณ์ดี ให้หางานอดิเรกทำ เพื่อนพ่ออยู่คนหนึ่ง ทำสนพ.สยามสปอร์ต ป่วยด้วยโรคมะเร็งตัวร้ายนี่เหมือนกัน คุณหมอของเขาบอกว่าให้หาอะไรทำแบบรื่นเริงๆ เขาจึงคิดที่จะสร้างห้องคาราโอเกะเอาไว้ที่บ้าน เพื่อร้องเพลงคลายเครียด และด้วยความมีน้ำใจของเขาเห็นว่าพ่อเป็นเพื่อนร่วมโรค เลยโทรมาเชื้อเชิญพ่อเราไปร้องเพลงที่ห้องเกะส่วนตั๊ว ส่วนตัว...เพื่อคลายเครียด พอแม่ได้ยินดังนั้น..ก็รีบห้ามแทบไม่ทัน...บอกพ่อว่า "ชั้นกลัวคุณจะไปทำให้เค้าเครียดมากขึ้น เด๋วเค้าตายเร็วกว่าเดิมหรอก" คือว่า พ่อเราเป็นคนที่ร้องเพลง...แบ่บ...เอิ่ม....เอ่ออออ............ไจแอนท์อ่ะ

ไอ้เรื่องร้องเพลงของพ่อเนี่ย ก็เคยมีวีรกรรมมาแล้ว ตอนเราอยู่ชั้นประถม พ่อติดใจกับการร้องคาราโอเกะมากๆ ร้องแทบทุกวันหยุด เปิดไมค์เสียงดังเชียว แต่ก็ร้องอยู่ไม่กี่เพลง เพลงโปรดของพ่อก็คือเรือนแพ พ่อร้องเพลงซะจน..............แม่หนีออกบ้านไปเลย..............เพราะทนฟังเสียงโหยหวนไม่ไหว จะทำงานก็ไม่ได้ แต่เราก็รู้ๆกันว่าแม่ไปอยู่ที่ไหน เลยไม่มีใครคิดจะตามหาแม่ พ่อหลายวันผ่านไปแม่ก็กลับมา

หลังจากที่พ่อเริ่มอาการดีขึ้น พ่อก็เที่ยวต่างจังหวัดมากกว่าเดิม โดยให้เหตุผลว่าไม่รู้จะอยู่ได้อีกนานเท่าไร ต้องรีบเที่ยวให้คุ้ม โดยไม่มีใครกล้าห้าม..

และพ่อก็ต้องไปตรวจสุขภาพทุกปีๆ เพื่อเช็คว่าเจ้ามะเร็งร้ายมันกลับมาอีกหรือไม่ เขียนไปเขียนมาบลอกนี้ยาวอีกแล้ววววว.....ยังไม่ได้เข้าเรื่องเลยว่าทำไมพ่อไปนอนเล่นที่รพ. ^^ เอาเป็นว่ารอต่อตอน 3 ละกันนะจ๊ะ .... กว่าจะเขียนถึงเรื่อง พอ่อาจจะออกมานอนเล่นที่บ้านและก็ได้


วันนี้แอบอู้งานมาเล่นมัลติพลายอีกแล้ว...เลยจะมาเล่าเรื่องพ่อให้เพื่อนๆฟังอ่ะ

เพื่อนหลายๆคนที่เคยแวะไปเยี่ยมเยียนบ้านเราก็คงได้รู้จักพ่อกันบ้างแล้ว ปัจจุบันพ่ออายุ 66 แล้วฮะ แต่ยังซิ่งอยู่ พ่อมีคุณสมบัติที่โดดเด่นอยู่หลายด้วยกัน อันจะเล่าให้ฟัง ดังนี้

- ทำอาหารอร่อย ชอบทำ
ชอบคิดเมนูแปลกๆ แต่ไม่แปลกพ่อก็ทำนะ และชอบมากเสียด้วยเวลาเราพาเพื่อนๆไปช่วยกินเนี่ย พ่อจะไปชิมอาหารที่นู่นที่นี่แล้วมาปรุงให้กิน เมนูโปรดที่เพื่อน ๆ ชิมแล้วติดกันมีเยอะแยะ ได้แก่ สเต็คปลา ขนมปังสังขยา ฯลฯ ระยะหลังพ่อเริ่มเขียนสูตรอาหารลงบนเว็บไซต์ www.chomromdek.com โดยใช้นามปากกาว่า "หมึกกระดอง" (สงสัยคิดว่าคล้ายๆกะหมึกแดงแหงเลย ^ ^") แล้วให้เราถ่ายรูปเอาไปแปะบนเว็บ โดยไม่เคยได้ตกแต่ง เลยได้ภาพดำๆ ด่างๆ ไม่ค่อยน่ากินเท่าไร แต่รสชาติเนี่ย คอนเฟิร์มนะ อร่อยมาก...

- ชอบปลูกต้นไม้ เลี้ยงหมา เลี้ยงแมว เลี้ยงปลา
เป็นคนรักธรรมชาตินั่นเอง ที่บ้านเลยมีต้นไม้รกไปหมด ยังกะป่า จำได้ว่าเคยจูงมือกันกะเพื่อนๆ อุ๊ ออม แอม จูน ไปถ่ายรูปใน..เอ่อ...อ่า...สวนป่าววะ ที่บ้านอ้ะ
   เวลาฝนตกพ่อก็ต้องมาตากฝนรถน้ำต้นไม้ ไม่รู้ลุกแกจะรดทำมาย.....แถมพ่อกะแม่ชอบเถียงกันด้วยเวลาแม่บอกให้เล็มกิ่งไม้ที่มันยื่นๆออกมา พ่อจะไม่ยอม เพราะกัวต้นไม้เจ็บ -_-" ช่างเป็นผู้ชายที่ละเอียดอ่อนจิงๆ  ในช่วงพีคที่บ้านเราเคยมีหมา 4 ตัวกะแมวอีก 11 ช่วงนี้ดีหน่อยเหลือหมาแค่ 2 กะแมวอีก 3 ปลาอีกหลายร้อย แต่ตอนนี้พ่อนอนอยู่รพ. (เด๋วจะมาเล่าในตอนต่อไปละกัน) ภาระในการเลี้ยงสัตว์และต้นไม้ที่รักทั้งหมด จึงตกเป็นของแม่บ้าน เอิงเอย

- เที่ยวเก่ง ซ่าส์มาก
ตอนนี้ลุงอายุ 68 แล้ว แต่ถ้าว่างเนี่ย ไปต่างจังหวัดได้ไม่เว้นแต่ละทิตย์ ขนาดตอนนี้นอนแซ่วอยู่โรงพยาบาล ยังพูดแต่เรื่องเที่ยว เรื่องกินตลอด
เคยไปเที่ยวปีใหม่กับพ่อ ไป ผาผึ้ง ที่จังหวัดแห่งหนึ่งในภาคใต้ ต้องเดินขึ้นเขาไปประมาณ 3 โล ถึงจุดชมวิว จะมองเห็นหน้าผา ที่มีรวงผึ้งติดอยู่เต็มไปหมด แล้วก็มีผึ้งบินว่อนๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่รู้มาดูทำไมเหมือนกัน ^^ ตอนเดินทางเรากะพี่หนุ่ยก็เดินรั้งท้ายขบวนหน่อย ให้คนแก่ๆเค้าขึ้นไปกันก่อนแล้วเดินปิดท้าย ระหว่างหยุดพักที่ข้างทาง กะลังนั่งเล่น เห็นพ่อเดินลงแล้วฮะ ตรูยังหอบอยู่เลย ไม่ใช่ว่าพ่อเดินขึ้นไม่ไหวน๊า แต่ขึ้นไปจนถึง ถ่ายรูป ดูผึ้ง จนเดินทางกลับแล้ว..แง่งงงง

- ทะลึ่งสุดๆ
ชอบเล่าเรื่องตลกแบบสองแง่สองง่าม คำผงคำผวนเนี่ย สอนกันมาตั้งกะจำความได้ ยิ่งเวลามีปาร์ตี้ที่บ้านหรือพาพนักงานไปเที่ยวเนี่ย พ่อจะมีเรื่องตลกเล่าเยอะมาก มีครั้งนึงพาพนักงานไปเที่ยวปีใหม่แถวชายทะเล ตอนเย็นก็เดินเล่นริมหาด หาร้านอาหารนั่งกินกัน ระหว่างเดินกันอยู่พ่อก็เล่าเรื่องตลกไปด้วย พอไปถึงร้านอาหารหันมามอง เฮ้ย ทำไมคณะเราจากยี่สิบคน มันเพิ่มขึ้นเป็นจะสามสิบอยู่แล้วอะ มีคนมาเนียนเดินฟังด้วยหลายคนเลย

- เจ้าเข้าประจำ
เจ้าในที่นี้หมายถึงเจ้ามือนะ ทุกวันหยุดเลยจะต้องมารวมตัวกันรำพัด ยิ่งได้สมาชิกใหม่มาคือ พี่เขย เราเนี่ย ถูกคอกันเลย ทำให้พี่สาวกะพี่เขยเราต้องอุ้มลูกมาหาตากะยายทุกวันเสาร์อาทิตย์เลย ครอบครัวสุขสันต์จริงๆ


คาดว่าเด็กหญิงข้าวปุ้น พออ่านตัวเลขออกปั๊บก็จะกลายเป็น generation ต่อไปแน่นอน ฟันธง!!

เม้าพ่อเหนื่อยล่ะ วีรกรรมของพ่อเนี่ยเยอะมากๆ ...ก็ตั้ง 66 ปีแล้วนี่เนาะ...ไว้จะต้องมีตอนต่อๆๆๆๆไปออกมาให้อ่านกันอีกแน่นอน ตอนนี้ทำความรู้จักกะลุงยะกันไปก่อนนะ


© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help